วันจันทร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

กำจัดพุงซะ ด้วยเทคนิคเด็ดเหล่านี้

ลดพุง วิธีลดพุง


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          สาว ๆ ที่มีปัญหาไขมันหน้าท้องสะสมมากจนกลายเป็นพุงน้อย ๆ ชวนรำคาญใจ เทคนิคต่อไปนี้ จะช่วยกำจัดไขมันรอบเอวของคุณออกไปได้ค่ะ

 1.ออกไปวิ่งซะ!

          เพราะการออกกำลังกายคือวิธีที่ดีและปลอดภัยที่สุด ในการกำจัดไขมันบริเวณหน้าท้องที่เราไม่ต้องการออกไป ลองออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ไม่ว่าจะเป็นการจ้อกกิ้ง วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน หรือเล่นกีฬาที่ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงทุก ๆ วัน หรือสัปดาห์ละ 5 วัน เพื่อให้หัวใจได้สูบฉีดเลือด และเหงื่อออก เกิดการเผาผลาญไขมันส่วนเกิน

 2.เปลี่ยนไลฟ์สไตล์เสียใหม่

          หากชีวิตประจำวันของคุณไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวเท่าไหร่นัก จะทำให้ระบบการเผาผลาญในร่างกายทำงานช้าลง เช่นนั้นแล้ว แม้ว่าคุณจะเป็นคนทานน้อย แต่แคลอรีส่วนเกินก็ไม่ได้ถูกกำจัดออกไปอยู่ดี จึงทำให้คุณอ้วนได้ 

          ดังนั้นจงเปลี่ยนตัวเองให้ได้เคลื่อนไหวมากขึ้น เช่นการทำงานบ้าน หรือถ้างานของคุณจำเป็นต้องนั่งบนเก้าอี้ตลอดทั้งวัน ก็ควรหาโอกาสลุกเดินทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง หรืออาจจะเดินขึ้นบันไดก็ได้ จำไว้ว่า พยายามเคลื่อนไหวให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 3.ดื่มน้อย ๆ หน่อย

          แอลกอฮอล์คือศัตรูตัวร้ายของความพยายามในการลดน้ำหนักเลยทีเดียว หากคุณดื่มทุก ๆ วัน ไม่เพียงแต่จะส่งผลเสียต่อตับ แอลกอฮอล์ยังจะไปเพิ่มไขมันฝากไว้ในช่องท้องของคุณด้วย แน่นอน คุณสามารถจะดื่มได้บ้างเป็นบางโอกาส แต่อย่าให้แอลกอฮอล์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตเชียวล่ะ

 4.บริหารกล้ามเนื้อให้หุ่นฟิต

          ถึงแม้ว่าการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ จะเป็นวิธีเดียวที่ช่วยกำจัดไขมันรอบเอวให้คุณได้ แต่คุณก็จำเป็นต้องสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงขึ้น ด้วยการออกกำลังกายแบบ Toning Exercise เช่น การออกกำลังกายด้วยท่าครันช์ ยกดัมบ์เบล และการซิทอัพ ซึ่งแม้มันจะไม่ช่วยกำจัดไขมันรอบเอว แต่เพื่อให้ร่างกายของคุณกระชับ และดูมีสุขภาพดี ลองออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ คุณจะเห็นถึงความแตกต่าง


ขอขอบคุณกระปุกดอทคอม
อ่านแล้วก็อย่าลืมไปทำนะครับ
และท้าตั้งใจจะทำแล้วก็อย่า
ผลัดวันประกันพรุ่งนะครับ
ไม่งั้นพุงมันก็จะยังอยู่เหมือนเดิมนะจะบอกให้

สุดท้ายผมขอฝากเรื่องข้อต่อและกระดูกไว้ด้วยครับ
เพราะปัจจุบันนี้โรคเกี่ยวกับข้อต่อและกระดูก
เป็นภัยเงียบที่น่ากลัวผมไม่อยากเห็นเพื่อนๆ
หรือคนที่เพื่อนๆรักป่วยเป็นโรคเหล่านี้
เพราะมันอาจจะรุนแรงถึงขั้นเดินไม่ได้เลยนะครับ
ยังไงผมก็ฝากเรื่องนี้ไว้ด้วย
ด้วยความห่วงใยจากผม
แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้านะครับ
สวัสดีครับ
สนใจแนวทางป้องกัน ดูแลสุขภาพของข้อเข่าและข้อต่อต่างๆในร่างกาย อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

แม่เหมียวโคลัมเบียใจบุญ รับเลี้ยงลูกกระรอกกำพร้า

ข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553 00:00:00 น.
โบโกตา - 'ติตา' แม่แมวใจดีจากโคลัมเบีย เลี้ยงลูกกระรอกกำพร้าแรกเกิด พร้อมกับลูกเหมียวของตัวเอง จนลูกสัตว์ 2 ตัวกลายเป็นเพื่อนรักกัน แม้จะต่างสายพันธุ์

ลูกแมวและลูกระรอกอยู่ในอ้อมอกของแม่เหมียวติตามานาน พวกมันดูดนมจากเต้าเดียวกัน และใช้เวลาตลอดทั้งวันวิ่งเล่นซุกซนไปทั่วบ้าน

รูเบน กาวีเรีย เจ้าของบ้าน เล่าว่า พบเจ้ากระรอกน้อยนอนได้รับบาดเจ็บอยู่ในสวนสาธารณะของหมู่บ้าน ก่อนจะพามันมาที่บ้านเพื่อรักษาตัว โดยมีแม่เหมียวและลูกแมวเป็นเพื่อนคอยดูแลจนมันหายดี

แมว ใจดีเลี้ยง ลูกกระรอก

แมว ใจดีเลี้ยง ลูกกระรอก

Click here to see a large version

แมว ใจดีเลี้ยง ลูกกระรอก

แมว ใจดีเลี้ยง ลูกกระรอก

แมว ใจดีเลี้ยง ลูกกระรอก

แมว ใจดีเลี้ยง ลูกกระรอก

แมว ใจดีเลี้ยง ลูกกระรอก

Click here to see a large version

แมว ใจดีเลี้ยง ลูกกระรอก

ขอขอบคุณ



ขอขอบคุณhttp://makorns.com/?p=405

วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ดูแลตัวเองกันหน่อยครับ

--- ถ้าอยากกินเนื้อสัตว์ ควรกินเวลา 7.00 น. - 9.00 น. เนื่องจากกระเพาะเรามีสภาพเป็นกรดสูงมากที่สุด ดังนั้นมื้อเช้าจะจำเป็นมากๆ ถ้าอดมื้อเช้าไปนานๆ ขั้วกระเพาะเราจะเป็นปุ่มปม และนานเข้าๆ ก็กลายเป็นมะเร็งในกระเพาะ 
--- อย่าลืมดื่มน้ำให้ได้วันละ แก้วนะ น้ำสะอาดจะช่วยล้างของเสียออกจากร่างกาย อย่าขี้เกียจลุกไปห้องน้ำเด็ดขาด 
--- ห้ามอดหลับอดนอนตั้งแต่ ตีหนึ่ง เด็ดขาด เนื่องจากถุงน้ำดีกำลังย่อยไขมัน ถ้าอดนอนเวลานี้บ่อยๆ จะเป็นนิ่วในถุงน้ำดี 
--- ห้ามกินนมตอนเช้าแทนข้าวเช้า เนื่องจากตอนเช้ากระเพาะเป็นกรดสูงมาก นึกสภาพดูหากเราบีบน้ำมะนาวลงในนมจะเกิดปฏิกิริยาทางเคมี กลายเป็นคอลลอยด์ มันไม่ย่อยนะจ๊ะ ถ้าดื่มนมตอนท้องว่างแบบนี้ติดต่อกันเป็นประจำแทนข้าวเช้า ระวังมะเร็งในไขกระดูกนะจ๊ะ แต่ถ้าเป็นช่วงหลังอาหารเช้า หรือตอนบ่ายไปแล้ว หรือตอนเย็นดื่มได้ตามปกติจ้า มื้อเย็นอาจเป็นมื้อง่ายๆ อย่างนมกับไข่ก็ไม่ว่ากัน 
--- ถั่วต่างๆ รวมทั้งธัญพืชสารพัดอย่าง เช่น ลูกเดือย ข้าวฟ่าง ฯลฯ มีประโยชน์ต่อลำไส้ คือ ช่วยกวาดเชื้อโรค + แบคทีเรียชนิดไม่ดีออกจากลำไส้เรา ควรกินอาทิตย์ละครั้งเป็นอย่างน้อย 
--- พืชผักสีเขียวมีคลอโรฟิว ช่วยทำให้เม็ดเลือดลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดี เซลล์แต่ละเซลล์จะแข็งแรงเมื่อมีออกซิเจนไปหล่อเลี้ยง ก่อนเอาผักมากินเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสารพิษ อย่าลืม แช่น้ำส้มสายชู 45 นาทีนะจ๊ะ 

ถนอมร่างกายกันไว้นะครับ
เพราะว่าการที่ไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ
ดูแลตัวเองแล้วก็อย่าลืมดูแลคนที่รักกันด้วยนะครับ
เป็นห่วงทุกคนครับ

สุดท้ายผมขอฝากเรื่องข้อต่อและกระดูกไว้ด้วยครับ
เพราะปัจจุบันนี้โรคเกี่ยวกับข้อต่อและกระดูก
เป็นภัยเงียบที่น่ากลัวผมไม่อยากเห็นเพื่อนๆ
หรือคนที่เพื่อนๆรักป่วยเป็นโรคเหล่านี้
เพราะมันอาจจะรุนแรงถึงขั้นเดินไม่ได้เลยนะครับ
ยังไงผมก็ฝากเรื่องนี้ไว้ด้วย
ด้วยความห่วงใยจากผม
แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้านะครับ
สวัสดีครับ
สนใจแนวทางป้องกัน ดูแลสุขภาพของข้อเข่าและข้อต่อต่างๆในร่างกาย อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
บทความอ่านเล่นที่จะเปิดวิสัยทัศน์ของคุณให้กว้างไกล

วันพฤหัสบดีที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

การฝึกผ่อนคลายความเครียด

เหนื่อยกับงานกันมามากแล้วนะครับเพื่อนๆ

มาหาอะไรทำเพื่อผ่อนคลายความเครียดลงบ้างนะครับ

จะได้มีสุขภาพกายสุขภาพใจที่ดี

พร้อมที่จะสู้ต่อในวันต่อๆไปนะครับ


วิธีปฏิบัติเพื่อลดความเครียดมีมากมาย หลายคนอาจเคยใช้ เช่น การเล่นดนตรี การฟังเพลง วาดรูป

ปลูกต้นไม้ หรือออกกำลังกาย เหล่านี้เป็นวิธีการที่ไม่เจาะจง

สามารถเลือกใช้ได้เมื่อเผชิญกับความเครียดไม่รุนแรง ส่วนวิธีที่จะนำเสนอต่อไปนี้

นับเป็นวิธีการเฉพาะในการลดความเครียดในทางวิชาการ ซึ่งสามารถลดความเครียดได้

ขึ้นอยู่กับว่าใครใช้ได้ผลมากน้อยแค่ไหน
เมื่อ เครียด กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายจะหดเกร็งและจิตใจจะวุ่นวายสับสน ดังนั้น เทคนิคการผ่อนคลายความเครียดส่วนใหญ่จึงเน้นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และการทำจิตใจให้สงบเป็นหลัก ซึ่งวิธีที่จะนำเสนอในที่นี้ จะเป็นวิธีง่ายๆ สามารถทำได้ด้วยตัวเอง มี 8 วิธีดังนี้

1. การฝึกเกร็งและคลายกล้ามเนื้อ

2. การฝึกการหายใจ

3. การทำสมาธิเบื้องต้น

4. การใช้เทคนิคความเงียบ

5. การใช้จินตนาการ

6. การทำงานศิลปะ

7. การใช้เสียงเพลง

8. การใช้เทปเสียงคลายเครียดด้วยตัวเอง

ขอให้คุณลองอ่านวิธีทั้งหมดอย่างคร่าวๆ ดูก่อน หากชอบวิธีไหนเป็นพิเศษจึงค่อยอ่านโดยละเอียด และนำไปฝึกฝนด้วยความตั้งใจต่อไป

ในการ ฝึกครั้งแรกๆ ใจอาจจะยังคอยพะวงอยู่กับขั้นตอนการฝึกจนรู้สึกว่าความเครียดยังไม่ได้รับ

การผ่อนคลายออกไปเท่าที่ควร แต่เมื่อฝึกหลายครั้งจนเกิดความชำนาญ จะช่วยคลายเครียดได้เป็นอย่างดี

สำหรับการฝึกคลายเครียดนั้น เมื่อเริ่มฝึกควรฝึกบ่อยๆ วันละ 2-3 ครั้ง และควรฝึกทุกวัน ต่อเมื่อฝึกจนชำนาญแล้วจึงลดลงเหลือเพียงวันละ 1 ครั้งก็พอ หรืออาจฝึกเฉพาะเมื่อรู้สึกเครียดเท่านั้นก็ได้ แต่อยากแนะนำให้ฝึกทุกวัน โดยเฉพาะก่อนนอนจะช่วยให้จิตใจสงบ และนอนหลับสบายขึ้น

1. การฝึกเกร็งและคลายกล้ามเนื้อ

กล้ามเนื้อที่ควรฝึกมี 10 กลุ่มด้วยกัน คือ

1. แขนขวา

2. แขนซ้าย

3. หน้าผาก

4. ตา แก้มและจมูก

5. ขากรรไกร ริมฝีปากและลิ้น

6. คอ

7. อก หลัง และไหล่

8. หน้าท้อง และก้น

9. ขาขวา

10. ขาซ้าย

วิธีการฝึกมีดังนี้

- นั่งในท่าสบาย

- เกร็งกล้ามเนื้อไปทีละกลุ่ม ค้างไว้สัก 10 วินาที แล้วคลายออก จากนั้นก็เกร็งใหม่สลับกันไปประมาณ 10 ครั้ง ค่อยๆ ทำไปจนครบทั้ง 10 กลุ่ม

- เริ่มจากการกำมือ และเกร็งแขนทั้งซ้ายขวาแล้วปล่อย

- บริเวณหน้าผาก ใช้วิธีเลิกคิ้วให้สูง หรือขมวดคิ้วจนชิดแล้วคลาย

- ตา แก้ม และจมูก ใช้วิธีหลับตาปี๋ ย่นจมูกแล้วคลาย

- ขากรรไกร ริมฝีปากและลิ้น ใช้วิธีกัดฟัน เม้มปากแน่นและใช้ลิ้นดันเพดานโดยหุบปากไว้แล้วคลาย

- คอ โดยการก้มหน้าให้คางจรดคอ เงยหน้าให้มากที่สุดแล้วกลับสู่ท่าปกติ

- อก หลัง และไหล่ โดยหายใจเข้าลึกๆ แล้วเกร็งไว้ ยกไหล่ให้สูงที่สุดแล้วคลาย

- หน้าท้องและก้น ใช้วิธีแขม่วท้อง ขมิบกันแล้วคลาย

- งอนิ้วเท้าเข้าหากัน กระดกปลายเท้าขึ้นสูง เกร็งขาซ้ายและขวาแล้วปล่อย

การฝึกเช่นนี้จะทำให้รับรู้ถึงความเครียดจากการเกร็งกล้ามเนื้อกลุ่มต่างๆ และรู้สึกสบายเมื่อคลายกล้ามเนื้อออกแล้ว

ดังนั้น ครั้งต่อไปเมื่อเครียดและกล้ามเนื้อเกร็งจะได้รู้ตัว และรีบผ่อนคลายโดยเร็ว ก็จะช่วยได้มาก

2. การฝึกการหายใจ

ฝึกการหายใจโดยใช้กล้ามเนื้อกระบังลมบริเวณหน้าท้องแทนการหายใจโดยใช้กล้ามเนื้อหน้าอก

เมื่อ หายใจเข้า หน้าท้องจะพองออก และเมื่อหายใจออก หน้าท้องจะยุบลง ซึ่งจะรู้ได้โดยเอามือวางไว้ที่หน้าท้องแล้วคอยสังเกตเวลาหายใจเข้าและหายใจ ออก

หายใจเข้าลึกๆ และช้าๆ กลั้นไว้ชั่วครู่แล้วจึงหายใจออก

ลองฝึกเป็นประจำทุกวัน จนสามารถทำได้โดยอัตโนมัติ

การ หายใจแบบนี้จะช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น ทำให้สมองแจ่มใส ร่างกายกระปรี้กระเปร่า ไม่ง่วงเหงาหาวนอน พร้อมเสมอสำหรับภารกิจต่างๆ ในแต่ละวัน

3. การทำสมาธิเบื้องต้น

เลือกสถานที่ที่เงียบสงบ ไม่มีใครรบกวน เช่น ห้องพระ ห้องนอน ห้องทำงานที่ไม่มีคนพลุกพล่าน หรือมุมสงบในบ้าน

นั่งขัดสมาธิ เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือชนกันหรือมือขวาทับมือซ้ายตั้งตัวตรง หรือจะนั่งพับเพียบก็ได้ตามแต่จะถนัด

กำหนดลมหายใจเข้าออก โดยสังเกตลมที่มากระทบปลายจมูก หรือริมฝีปากบน ให้รู้ว่าขณะนั้นหายใจเข้าหรือออก

หายใจเข้าท้องพอง หายใจออกท้องยุบ

หายใจเข้านับ 1 หายใจออกนับ 1

นับไปเรื่อยๆ จนถึง 5

เริ่มนับใหม่จาก 1-6 แล้วพอ

กลับมานับใหม่จาก 1-7 แล้วพอ

กลับมานับใหม่จาก 1-8 แล้วพอ

กลับมานับใหม่จาก 1-9 แล้วพอ

กลับมานับใหม่จาก 1-10 แล้วพอ

ย้อนกลับมาเริ่ม 1-5 ใหม่ วนไปเรื่อยๆ

ขอ เพียงจิตใจจดจ่ออยู่กับลมหายใจเข้าออกเท่านั้น อย่าคิดฟุ้งซ่านเรื่องอื่น เมื่อจิตใจแน่วแน่จะช่วยขจัดความเครียด ความวิตกกังวล ความเศร้าหมอง เกิดปัญญาที่จะคิดแก้ไขปัญหาและเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ในชีวิตได้อย่างมีสติ มีเหตุมีผล และยังช่วยให้สุขภาพร่างกายดีขึ้นด้วย

4. การใช้เทคนิคความเงียบ

การจะสยบความวุ่นวายของจิตใจที่ได้ผล คงต้องอาศัยความเงียบเข้าช่วย โดยมีวิธีการดังนี้

- เลือกสถานที่ที่สงบเงียบ มีความเป็นส่วนตัว และควรบอกผู้ใกล้ชิดว่าอย่าเพิ่งรบกวนสัก 15 นาที

- เลือกเวลาที่เหมาะสม เช่น หลังตื่นนอน เวลาพักกลางวัน ก่อนเข้านอน ฯลฯ

-นั่งหรือนอนในท่าที่สบาย ถ้านั่งควรเลือกเก้าอี้ที่มีพนักพิงศีรษะอย่าไขว่ห้างหรือกอดอก

- หลับตา เพื่อตัดสิ่งรบกวนจากภายนอก

- หายใจเข้าออกช้าๆ ลึกๆ

- ทำใจให้เป็นสมาธิ โดยท่องคาถาบทสั้นๆ ซ้ำไปซ้ำมา เช่น พุทโธ พุทโธ หรือจะสวดมนต์บทยาวๆ ต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ เช่น สวดพระคาถาชินบัญชร 3-5 จบ เป็นต้น

ฝึก ครั้งละ 10-15 นาที ทุกวัน วันละ 2 ครั้ง แรกๆ ให้เอานาฬิกามาวางตรงหน้า และลืมตาดูเวลาเป็นระยะๆ เมื่อฝึกบ่อยเข้าจะกะเวลาได้อย่างแม่นยำ ไม่ควรใช้นาฬิกาปลุก เพราะเสียงจากนาฬิกาจะทำให้ตกใจเสียสมาธิ และรู้สึกหงุดหงิดแทนที่จะสงบ

ที่มา: กรมสุขภาพจิต http://www.dmh.go.th

ผมอยากให้เพื่อนๆได้พักกันบ้างนะครับ

จะได้มีแรงสู้ต่อกับงานที่เพื่อนๆรักจนประสบความสำเร็จครับ

ขอให้เพื่อนๆทุกคนโชคดีประสบความสำเร็จครับ

ขอขอบคุณhttp://makorns.com/?p=377

วิธีสู่ความสำเร็จ การตั้งเป้าหมาย

การตั้งเป้าหมายเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรกระทำนะครับ

เพื่อพัฒนาตนเองและเปลี่ยนแปลงเป้าหมายในชีวิตให้ดีขึ้น

และในการทำตามเป้าหมายนะครับ

เพื่อนๆจะต้องมีความมั่นใจในสิ่งที่จะทำให้ได้และต้องลงมือทำทันที

แม้ว่างานนั้นจะไม่ได้ใหญ่โตอะไร

แต่เมื่อเพื่อนๆทำสำเร็จก็เท่ากับว่า

เพื่อนๆสามารถทำได้เพราะเพื่อนๆมีเป้าหมาย

และมีความรับผิดชอบต่อเป้าหมายนั้นๆ

เป้าหมายนั้นจึงสำเร็จได้ด้วยดี

เป้าหมายที่เพื่อนๆจะตั้งนั้น

ควรจะต้องมีความชัดเจนว่าจะทำอะไร

เสร็จเมื่อไหร่ แล้วจะออกมาดีแค่ไหน

ทั้งหมดนี่คือสิ่งที่ควรทำให้เป็นนิสัย

และวิธีที่ดีที่สุดในการกำจัดนิสัยที่ไม่ดีก็คือการแทนที่

ซึ่งการแทนที่นั้นก็คือการให้รางวัลกับตัวเอง

สำหรับความสำเร็จที่ได้ลงมือกระทำ

โดยการเปลี่ยนแปลงเอาสิ่งที่ไม่ดีออกไป

และรับเอาแต่สิ่งที่ดีๆเข้ามาเพื่อพัฒนาตัวเอง

ผมมีแบบทดสอบตัวเองง่ายๆเพื่อใช้เป็นกลยุทธ์

ที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้มุ่งไปสู่เป้าหมาย

- ต้องการเปลี่ยนแปลงอะไรมากที่สุดกับชีวิต

- การเปลี่ยนแปลงนั้นมีขั้นตอนที่ยุ่งยากแค่ไหน

- แล้วจะเริ่มเปลี่ยนแปลงชีวิตเมื่อไหร่

- เป้าหมายหลังจากการเปลี่ยนแปลงตัวเองจะทำอย่างไร

- จะตั้งเป้าหมายอะไรมากที่สุดในชีวิต

- หากเปลี่ยนแปลงได้แล้วจะให้รางวัลอะไรกับตัวเอง

ผมเชื่อว่าทุกคนล้วนมีเป้าหมายเป็นของตัวเอง

แต่ถ้าหากเพื่อนๆไม่ตั้งใจมุ่งหวังและเต็มที่

กับสิ่งที่ทำก็จะไม่ประสบความสำเร็จ

ดังนั้นของให้เพื่อนๆคิดไว้เสมอว่า

“อย่าผัดวันประกันพรุ่งในสิ่งที่กระทำได้ในวันนี้”

แล้วความสำเร็จก็จะวิ่งเข้ามาหาเพื่อนๆครับ

อยากเห็นเพื่อนๆทุกคนประสบความสำเร็จนะครับ

ด้วยความรักและห่วงใยจากผม

ขอขอบคุณhttp://makorns.com/?p=369

เคล็ดลับการพัฒนาตนเอง กฎสร้างความอดทน

- วางแผนเป็นขั้นเป็นตอน เมื่อทำได้ขั้นหนึ่งก็บอกตัวเองว่าทำได้แล้ว1ขั้น

ค่อยๆฝึกตัวเองให้ค่อยก้าวไปทีละขั้น

- ให้กำลังใจตัวเองเสมอๆ

- ไม่ดูถูกตัวเอง เชื่อในความสามารถของตน

- จุดไฟความหวังเสมอๆอย่าให้มอด

- วางเป้าหมายชัดเจนหลายๆอย่าง ทำอย่างหนึ่งให้ได้แล้วค่อยไปทำอย่างต่อไป

- ไม่ต้องเชื่อคำแนะนำหรือคำคัดค้านที่จะมาทำลายความอดทนของคุณ

- ต้องไม่เล่นหวยเล่นการพนันหรือหวังรวยทางลัด

- อยู่กับเพื่อนที่ให้กำลังใจและยุให้อดทนตั้งใจอยู่เสมอๆ

- เมินเฉยต่อคำติติงที่ว่าจะอดทนไปเพื่ออะไร

- ไม่อ้างว่าอดทนไปจะได้อะไร

- เตือนตัวเองเสมอๆว่าถ้าไม่อดทนก็ไม่มีวันได้สิ่งที่หวัง

- อย่าหนีปัญหาเมื่อเจออุปสรรค

- เลิกนิสัยผัดวันให้ได้ และต้องอดทนทำให้งานแต่ละชิ้นให้สำเร็จ

- เล่นกีฬาเสมอๆจะได้ฝึกความอดทน พื้นฐานของคนไม่เล่นกีฬาคือคนขี้เกียจ

- ภูมิใจในความพากเพียรขยันขันแข็งของตนเอง เพราะจะทำให้คุณอดทน

และไม่รู้สึกว่าการขยันขันแข็งเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย

- พอใจในชีวิตของตนเอง จะสำเร็จได้ก็ต้องอดทน

- หมั่นเป็นคนเด็ดเดี่ยว หนักแน่น กล้าหาญ

- ตั้งรางวัลให้ตัวเองเมื่อทำสำเร็จในแต่ละขั้น

- มองคนที่อดทนแล้วประสบความสำเร็จเพื่อกระตุ้นเตือนตัวเอง

- คิดถึงสิ่งที่เคยอดทนทำแล้วมีผมดีในวันเก่าๆ

หมั่นทำเข้าไว้นะครับเป็นกำลังให้เพื่อนๆทุกคน

และอยากเห็นเพื่อนๆทุกคนประสบความสำเร็จครับ

ขอขอบคุณhttp://makorns.com/?p=366

กำลังใจดีๆ ให้ตัวเอง

.. ไม่มีใครเกิดมาไร้ค่า
แม้แต่คนโง่ที่สุดยังฉลาดในบางเรื่อง
และคนฉลาดที่สุด
ก็ยังโง่ในหลายเรื่อง ..

.. ไม่มีอะไรเสียเวลาไปมากกว่า
การคิดที่จะย้อนกลับไปแก้ไขอดีต

ไม่เคยมีอะไรช้าเกินไป
ที่จะทำใหสิ่งที่ตนฝัน ..

.. คนที่ไม่เคยหิว
ย่อมไม่ซาบซึ้งรสของความอิ่ม

ความสำเร็จที่ผ่านความล้มเหลว
ย่อมหอมหวานกว่าเดิม ..

.. อันตรายที่สุดของชีวิตคนเราคือ การคาดหวัง
อย่ายอมแพ้ ถ้ายังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่
เหตุผลขอคนๆ หนึ่ง อาจไม่ใช่เหตุผลของคน
อีกคนนึง ถ้าคุณไม่ลองก้าว คุณจะไม่มีทางรู้เลยว่า
ทางข้างหน้าเป็นอย่างไร
ปัญหาทุกอย่างล้วนอยู่ที่ตัวเราทั้งสิ้น
ยินดีกับสิ่งที่ได้มา และยอมรับกับสิ่งที่เสียไป
หลังพายุผ่านไป ฟ้าย่อมสดใสเสมอ
มีแต่วันนี้ที่มีค่า ไม่มีวันหน้า วันหลัง ..

.. คนเรา
ไม่ต้องเก่งไปทุกอย่าง
แต่จงสนุกกับงานทุกชิ้น
ที่ได้ทำ ..

หัวใจของการเดินทางไม่ได้อยู่ที่จุดหมาย
หากอยู่ที่ประสบการณ์สองข้างทาง .. มากกว่า

........................................

บทความจาก
http://www.watsuthatschool.com/viteput/

เป็นกำลังใจให้เพื่อนๆทุกคนครับ

ขอขอบคุณhttp://makorns.com/?p=354