วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

แด่ทุกท่านที่กำลังทำงานหนัก

แด่ทุกท่านที่กำลังทำงานหนัก เพื่ออะไรบางอย่างในชีวิต ข้อคิดและข้อปฎิบัติสำหรับผู้ต้องการเพิ่มEQ ของตัวเอง

หัดคิดแต่ด้านบวก. . . แล้วจะรู้ว่ามีแต่สิ่งที่เป็นไปได้
หัดฝัน. . . แล้วจะรู้ว่าโลกนี้น่าอยู่
หัดพูดแต่ด้านบวก. . . แล้วจะรู้ว่ามีคนอีกมากมายที่รักเรา
หัดยิ้ม. . . แล้วจะรู้ว่าเราคือคนที่น่ารัก
หัดฟาดฟันกับอุปสรรค. . . แล้วจะรู้ว่าเราคือคนที่เข้มแข็ง

ลองทน. . . แล้วจะรู้ว่าเรามีความอดทนยิ่งกว่าใคร
ลองออกกำลังกายทุกวัน. . . แล้วจะรู้ว่าเราคือมนุษย์เจ้าพลังคนหนึ่ง
ลองคิดเอาชนะ. . . แล้วจะรู้ว่าเราสามารถเอาชนะ ตัวเองได้ไม่ยาก
ลองคิดให้ใหญ่. . . แล้วจะรู้ว่าเรามีความสามารถอย่างน่าแปลกใจ

นักพูดที่เป็นที่รู้จักกันดีท่านหนึ่งได้เริ่มหยุดการสัมนาของเขาโดยการหยิบแบงค์ 1,000 ขึ้นมา ในห้องที่มีผู้เข้าร่วม 200 ท่าน แล้วเขาก็พูดว่า "ใครอยากได้แบงค์ 1,000 นี้บ้าง?" มือได้ถูกยกขึ้นเป็นจำนวนมาก และเขาก็พูดต่อว่า "ฉันจะให้เงินแบงค์1,000 นี้แก่หนึ่งในพวกท่านแต่ครั้งแรกนี้ฉันจะทำอย่างนี้" เขาเริ่มที่จะขยำๆเงินนั้นแล้วเขาก็ถามอีกว่า "ใครจะยังต้องการมันอีก" ยังคงมีมือที่ยกขึ้นอีก "ดี" เขาตอบ

"แล้วถ้าฉันทำอย่างนี้ล่ะ" และเขาก็ทิ้งมันลงที่พื้นและเริ่มที่เหยียบย่ำมันด้วยรองเท้าของเขา แล้วเขาก็เก็บขึ้นมา ขณะนี้มันทั้งยับยู่ยี่และสกปรก "ตอนนี้ใครยังต้องการมันอีก" ก็ยังคงมีคนยกมืออีก

เพื่อนๆ คุณได้เรียนรู้บทเรียนที่มีคุณค่ามากที่สุดบทหนึ่งแล้วว่าไม่ว่าฉันจะทำอะไรกับเงิน คุณก็ยังต้องการมันอยู่ เพราะว่ามันไม่ได้ลดคุณค่าในตัวมันลงเลย มันก็ยังคงมีค่า1,000 บาทอยู่นั่นเอง เหมือนกับหลายๆ ครั้งในชีวิตของเรา ที่ถูกทิ้ง ถูกเหยียบย่ำ และถูกทำให้สกปรก โดยสิ่งที่เราตัดสินใจทำมันและสภาพแวดล้อมที่เราเจอ ทำให้เรารู้สึกว่าคุณค่าของเราลดน้อยลง แต่ไม่ว่าอะไรที่ได้เกิดขึ้นหรืออะไรที่จะเกิดขึ้น คุณไม่เคยสูญเสียคุณค่าของคุณ คุณเป็นคนพิเศษ อย่าลืมมันตลอดไป!

"อย่านำความผิดหวังของเมื่อวานมาบดบังความฝันในวันพรุ่งนี้"

ขอขอบคุณข้อมูลจาก


ขอขอบคุณhttp://makorns.com/?p=351

วันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ขิงยาอายุวัฒนะ

ขิงเป็นพืชล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน เปลือกนอกสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในสีนวลมีกลิ่นหอมเฉพาะ แทงหน่อหรือลำต้นเทียมขึ้นเป็นกอประกอบด้วยกาบหรือโคนใบหุ้มซ้อนกัน ใบ เป็นชนิดใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกันเป็นสองแถว ดอก สีขาว ออกรวมกันเป็นช่อรูปเห็ดหรือกระบองโบราณ แทงขึ้นมาจากเหง้า ชูก้านสูงขึ้นมา ทุกๆ ดอกที่กาบสีเขียวปนแดงรูปโค้งๆ ห่อรองรับ
สรรพคุณมากมายในขิง ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะ มีประโยชน์ทุกส่วน ส่วนมากเราจะเห็นคนแก่เอามาทำเป็นน้ำขิงทานเพื่อขับลม แก้ท้องอืด หรือเอามาประกอบอาหาร เช่น ผัดขิง เป็นต้น แต่ใครจะรู้บ้างไหมค่ะว่าประโยชน์ของขิงนั้นมีมากมายกว่านั้นแต่จะมีอะไรบ้างมาดูกันเลยค่ะ
- เหง้า : รสหวานเผ็ดร้อน ขับลม แก้ท้องอืด จุกเสียด แน่นเฟ้อ คลื่นไส้อาเจียน แก้หอบไอ ขับเสมหะ แก้บิด เจริญอากาศธาตุ สารสำคัญในน้ำมันหอมระเหย จะออกฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้ ใช้เหง้าแก่ทุบหรือบดเป็นผง ชงน้ำดื่ม แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน แก้จุกเสียด แน่นเฟ้อ เหง้าสด ตำคั้นเอาน้ำผสมกับน้ำมะนาว เติมเกลือเล็กน้อย จิบแก้ไอ ขับเสมหะ
- ต้น : รสเผ็ดร้อน ขับลมให้ผายเรอ แก้จุกเสียด แก้ท้องร่วง
- ใบ : รสเผ็ดร้อน บำรุงกำเดา แก้ฟกช้ำ แก้นิ่ว แก้ขัดปัสสาวะ แก้โรคตา ฆ่าพยาธิ
- ดอก : รสเผ็ดร้อน แก้โรคประสาทซึ่งทำให้ใจขุ่นมัว ช่วยย่อยอาหาร แก้ขัดปัสสาวะ
- ราก : รสหวานเผ็ดร้อนขม แก้แน่น เจริญอาหาร แก้ลม แก้เสมหะ แก้บิด
- ผล : รสหวานเผ็ด บำรุงน้ำนม แก้ไข้ แก้คอแห้ง เจ็บคอ แก้ตาฟาง เป็นยาอายุวัฒนะ
- แก่น : ฝนทำยาแก้คัน
ของแถมอีกนิดค่ะ - เพียงแค่นำเหง้าขิงขนาดเท่าหัวแม่มือมาอังไฟให้อุ่นจัด แล้วนำไปบดให้ละเอียด จากนั้นก็นำมาทาให้ทั่วหนังศีรษะ น้ำมันในขิงจะช่วยให้เส้นผมแข็งแรงและยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการงอกใหม่ของ เส้นผมอีกด้วย
รู้แบบนี้แล้ว ใครก็ตามที่อยากมีเส้นผมที่หนาและแข็งแรง ลองนำเคล็ดลับดี ๆ ของ ขิง สมุนไพรสารพัดประโยชน์ไปใช้ดู แค่มีขิงติดบ้านไว้ รับรอง สามารถรักษาได้หลายโรคเลยละค่ะ
ขอขอบคุณsanook.com
สุดท้ายผมขอฝากเรื่องข้อต่อและกระดูกไว้ด้วยครับ
เพราะปัจจุบันนี้โรคเกี่ยวกับข้อต่อและกระดูก
เป็นภัยเงียบที่น่ากลัวผมไม่อยากเห็นเพื่อนๆ
หรือคนที่เพื่อนๆรักป่วยเป็นโรคเหล่านี้
เพราะมันอาจจะรุนแรงถึงขั้นเดินไม่ได้เลยนะครับ
ยังไงผมก็ฝากเรื่องนี้ไว้ด้วย
ด้วยความห่วงใยจากผม
แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้านะครับ
สวัสดีครับ
สนใจแนวทางป้องกัน ดูแลสุขภาพของข้อเข่าและข้อต่อต่างๆในร่างกาย อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
บทความอ่านเล่นที่จะเปิดวิสัยทัศน์ของคุณให้กว้างไกล

รสชาติเผ็ดร้อนดีต่อสุขภาพ

ผลวิจัยล่าสุดพบว่า การทานอาหารที่มีส่วนผสมของสมุนไพรรสเผ็ด จะช่วยลดการเกาะตัวของเกร็ดเลือด และการจับตัวเป็นลิ่มเลือดมากกว่าแอสไพรินถึง 29 เท่า โดยปราศจากผลข้างเคียงใดๆ
ไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์จากอินเดียได้ทำการทดลองเพื่อประเมินผลทางสุขภาพว่า สมุนไพรรสเผ็ดๆ ที่เราชอบทานกันนั้น มีประโยชน์อะไรอีกบ้างหนอ เพราะสมุนไพรเหล่านี้มักเป็นส่วนผสมในอาหารชาวอินเดียทั้งหลาย (รวมทั้งอาหารในเอเชียเราทั่วไปด้วย) โดยทีมงานหลักก็คือ The Central Food Technological Research Institute ที่เอาสารสกัดในสมุนไพรอย่าง ขมิ้นชัน, น้ำมันจากกานพลู, อบเชย, พริกแดง, พริกไทยดำ ฯลฯ มาทดลองกับร่างกายมนุษย์ ว่าแต่ละตัวทำงานกับระบบเลือดอย่างไร แล้วจึงพบว่าสามารถละลายลิ่มเลือดและลดการจับตัวเป็นก้อนได้
การทดลองนี้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับแอสไพรินที่เรามักทานเพื่อลดปวด และนำไปทานร่วมกับยาบางชนิดเพื่อละลายลิ่มเลือด โดยที่เป้นอันตรายอย่างแน่นอน หากเราทานอย่างต่อเนื่องและสะสม ใน ขณะที่การทานเผ็ดจากสมุนไพรรสจัดจ้านที่กล่าวข้างต้นนั้น ก็ให้ผลลัพธ์เดียวกัน แต่น่าทึ่งตรงที่ว่า หากได้รับในปริมาณที่เท่ากัน กลับให้ประสิทธิภาพที่มากกว่าถึง 29 เท่าทีเดียว
เอาเป็นว่าเราโชคดีมากทีเดียว ที่มีพืชสมุนไพรดีๆ ให้เลือกทานตลอดปี และยังเสริมสร้างสุขภาพเราได้อย่างไม่รู้ตัว เพียงแค่เรารู้จักเลือกอาหารที่มีสมุนไพรเหล่านี้เป็นส่วนผสมทานในแต่วัน และเสริมคุณภาพด้วยการออกกำลังกายประกอบกันด้วย นี่ล่ะธรรมชาติบำบัดที่เรียบง่ายและได้ผลกว่าสารเคมีตั้งหลายเท่า

ขอบคุณข้อมูลประกอบจาก Sabai-Arom
ขอบคุณภาพประกอบจาก Photos.com
ทานเผ็ดกันบ้างนะครับสุดท้ายผมขอฝากเรื่องข้อต่อและกระดูกไว้ด้วยครับ
เพราะปัจจุบันนี้โรคเกี่ยวกับข้อต่อและกระดูก
เป็นภัยเงียบที่น่ากลัวผมไม่อยากเห็นเพื่อนๆ
หรือคนที่เพื่อนๆรักป่วยเป็นโรคเหล่านี้
เพราะมันอาจจะรุนแรงถึงขั้นเดินไม่ได้เลยนะครับ
ยังไงผมก็ฝากเรื่องนี้ไว้ด้วย
ด้วยความห่วงใยจากผม
แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้านะครับ
สวัสดีครับ
สนใจแนวทางป้องกัน ดูแลสุขภาพของข้อเข่าและข้อต่อต่างๆในร่างกาย อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
บทความอ่านเล่นที่จะเปิดวิสัยทัศน์ของคุณให้กว้างไกล

มะเขือเปราะผักพื้นบ้านต้านมะเร็ง บำรุงหัวใจ


ในบ้านเรามีพืชผักสมุนไพรหลายอย่างที่ช่วยชูรสอาหาร อีกทั้งยังให้ประโยชน์แก่ร่างกายมากอีกด้วย อย่าง"มะเขือเปราะ" ก็ เป็นมะเขืออีกชนิดหนึ่งที่เรานิยมนำมาประกอบในอาหาร ไม่ว่าจะเป็นแกงเขียวหวาน แกงป่า หรือบางคนก็นิยมกินสดๆ จิ้มน้ำพริก หรือใส่ในยำต่างๆ ก็ได้รสอร่อยเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่สมควรปล่อยให้มะเขือเปราะต้องวางทิ้งอยู่ข้างจานอีกต่อไป
สำหรับประโยชน์มะเขือเปราะนั้นก็มีมากทีเดียว โดยในอินเดียนั้นจะนำมะเขือเปราะมาทำเป็นยา โดยผลมะเขือเปราะนั้นจะช่วยขับพยาธิ ลดการอักเสบ ช่วยย่อยอาหารและช่วยในการขับถ่าย
อีกทั้งยังมีงานวิจัยที่พบว่าผลมะเขือเปราะมีฤทธิ์ลดการบีบตัวกล้ามเนื้อ เรียบ ต้านมะเร็ง บำรุงหัวใจ และลดความดันเลือด และยังลดปริมาณน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานได้อีกด้วย โดยสารสกัดจากมะเขือเปราะนั้นจะออกฤทธิ์คล้ายอินซูลิน โดยช่วยเสริมการใช้งานกลูโคสอย่างมีประสิทธิภาพ และมีผลเชิงบวกต่อการทำงานของตับอ่อน นอกจากนั้นยังมีวิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 2 วิตามินซีอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก healthcorner
ขอบคุณภาพประกอบจาก วิกิพีเดีย
ทานกันเยอะๆนะครัยจะได้บำรุงให้หัวใจแข็งแรง
สุดท้ายผมขอฝากเรื่องข้อต่อและกระดูกไว้ด้วยครับ
เพราะปัจจุบันนี้โรคเกี่ยวกับข้อต่อและกระดูก
เป็นภัยเงียบที่น่ากลัวผมไม่อยากเห็นเพื่อนๆ
หรือคนที่เพื่อนๆรักป่วยเป็นโรคเหล่านี้
เพราะมันอาจจะรุนแรงถึงขั้นเดินไม่ได้เลยนะครับ
ยังไงผมก็ฝากเรื่องนี้ไว้ด้วย
ด้วยความห่วงใยจากผม
แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้านะครับ
สวัสดีครับ
สนใจแนวทางป้องกัน ดูแลสุขภาพของข้อเข่าและข้อต่อต่างๆในร่างกาย อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
บทความอ่านเล่นที่จะเปิดวิสัยทัศน์ของคุณให้กว้างไกล

7 วิธีป้องกันโรคหัวใจวาย

โรคหัวใจเป็นอีกโรคร้ายที่เป็นภัยเงียบทำลายชีวิตผู้คนไปหลายชีวิต ดังนั้นก่อนที่จะต้องสูญเสียใครไปอีกมาป้องกันโรคร้ายนี้ด้วยกันค่ะ
1. หากคุณสูบบุหรี่ ให้หยุดสูบซะ
การสูบบุหรี่ทำให้เส้นเลือดแดงแข็ง และมีความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้น เพียงหนึ่งปีหลังเลิกบุหรี่ ความเสี่ยงดังกล่าวลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง ร่างกายกลับแข็งแรงเป็นปกติ
2. หากคุณกำลังอยู่ในช่วงวัยทองหรือหลังวัยทอง
หากไม่เคยรับการตรวจเช็กความดันโลหิต ควรไปพบแพทย์ให้ตรวจ ความดันโลหิตสูงจะทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น จึงเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้น
3. กินอาหารที่มีประโยชน์
ข่าวดีคือถั่วเหลืองไม่เพียงช่วยบรรเทาอาการวัยทอง เช่น อาการร้อนวูบวาบ แต่มีหลักฐานยืนยันว่า ถั่วเหลืองช่วยให้ระดับคอเลสเตอรอลลดต่ำลง ถั่วเหลืองพบมากในเต้าหู้ นมถั่วเหลือง และแป้งถั่วเหลือง การวิจัยเมื่อเร็ว ๆ นี้ชี้ว่าแอนตี้ออกซิแดนท์ ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ
ผลการวิจัยพบว่าวิตามินอีมีแอนตี้ออกซิแดนท์สูง หากทานในปริมาณมาก ๆ จะช่วยให้ความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบลดลง วิตามินอีพบในถั่วเปลือกแข็งต่าง ๆ และเมล็ดพืช น้ำมันปลา อโวคาโด ข้าวกล้อง และน้ำมันพืช แหล่งแอนตี้ออกซิแดนท์อื่น ๆ พบในผักผลไม้หลากสี จึงควรทานมาก ๆ
การมีกรดอะมิโนที่เรียกว่า โฮโมซีสเทอีน (homocysteine) ในระดับสูงมีส่วนทำให้เกิดโรคหัวใจ ดังนั้นควรทำให้กรดอะมิโนดังกล่าวอยู่ในระดับต่ำ จึงควรกินอาหารที่มีวิตามินบี6 บี12 และโฟเลต พบในผลไม้หลากหลายชนิด ผักใบเขียวและผลิตภัณฑ์จากเมล็ดข้าวที่เติมกรดโฟลิก
4. ต้องลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL) ให้ต่ำลง และเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลที่ดี (HDL)
เพื่อลด LDL ต้องงดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว ซึ่งพบมากในเนย เนื้อสัตว์ เนยแข็งและครีม กินอาหารที่มีไฟเบอร์มากๆ หลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ ซึ่งพบในมาร์การีน เค้กและคุกกี้ เพราะอาหารเหล่านี้ทำให้ระดับ LDL เพิ่มขึ้น และHDL ลดลง ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนพบในน้ำมันทานตะวัน ถั่วเปลือกแข็งบางชนิด และเมล็ดพืช ส่วนใหญ่จะช่วยทำให้ LDL ในเลือดลดลง เพื่อให้เพิ่มระดับคอเลสเตอรอลที่ดี รวมถึงกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ควรรับประทานน้ำมันมะกอก ถั่วเปลือกแข็ง และอโวคาโด
5. รักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสม
การมีน้ำหนักตัวมากเกินไป ยิ่งทำให้ความดันโลหิตและคอเลสเตอรอลสูงขึ้น น้ำหนักตัวที่ลดลง 10% จะช่วยให้ความเสี่ยงดังกล่าวลดลงด้วย
6. ออกกำลังกายมาก ๆ
ควรออกกำลังกายแต่พอเหมาะวันละ 30 นาที เช่น เดินเป็นประจำ การออกกำลังกายช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอล HLD ที่ช่วยปกป้องหัวใจและทำให้ความดันโลหิตลดลง
7. จำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปจะทำให้ความดันโลหิตสูง แนะนำให้ดื่มไม่เกิน 14 ยูนิตต่อสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พอประมาณ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ
ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร the American Journal of Clinical Nutrition เมื่อเร็ว ๆ นี้สรุปว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์วันละ 1 แก้ว จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ ของผู้หญิงหลังวัยทองได้ 4-5% และถ้าดื่มวันละ 2 แก้วจะช่วยลดความเสี่ยงได้ 10-13% เชื่อกันว่าแอลกอฮอล์ช่วยลดระดับโฮโมซีสเทอีน

ขอบคุณข้อมูลประกอบจาก Health Plus
ขอบคุณภาพประกอบจาก Photos.com
รู้ไว้จะได้ป้องกันโรคหัวใจวายได้นะครับ
สุดท้ายผมขอฝากเรื่องข้อต่อและกระดูกไว้ด้วยครับ
เพราะปัจจุบันนี้โรคเกี่ยวกับข้อต่อและกระดูก
เป็นภัยเงียบที่น่ากลัวผมไม่อยากเห็นเพื่อนๆ
หรือคนที่เพื่อนๆรักป่วยเป็นโรคเหล่านี้
เพราะมันอาจจะรุนแรงถึงขั้นเดินไม่ได้เลยนะครับ
ยังไงผมก็ฝากเรื่องนี้ไว้ด้วย
ด้วยความห่วงใยจากผม
แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้านะครับ
สวัสดีครับ
สนใจแนวทางป้องกัน ดูแลสุขภาพของข้อเข่าและข้อต่อต่างๆในร่างกาย อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
บทความอ่านเล่นที่จะเปิดวิสัยทัศน์ของคุณให้กว้างไกล

มาออกกำลังกายก่อนนอนกันเถอะ

by Daaw Chonlada
หลายๆ คนอาจคิดว่าการออกกำลังกายนั้นไม่ควรทำเวลาก่อนนอน แต่รู้ไหมคะว่าการขยับเขยื้อนร่างกายบ้างตามหลักแล้วเป็นการกระตุ้นให้เลือด ไหลเวียนได้ดี ส่งผลต่อการนอนหลับลึกได้ดีอีกต่างหาก

การห้ามออกกำลังกายก่อนนอน 4 ชั่วโมงนั้นเป็นข้อห้ามของผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับเท่านั้นนะคะ โดย การออกกำลังกายแบบแอโรบิก 30 นาที ขึ้นไปนี้ จะทำให้ร่างกายจะหลั่ง "เอนดอร์ฟีน"ออกมาซึ่งมีฤทธิ์คล้าย ๆ มอร์ฟีน ที่ใช้ฉีดให้คนไข้หลังผ่าตัด จะทำให้ง่วงนอนคลายความเจ็บปวด คลายเครียด เพราะฉะนั้น เมื่อออกกำลังกายเสร็จ อาบน้ำแล้วเข้านอนเลย คุณจะนอนหลับสนิทชนิดไม่ฝัน หรือหลับสนิทซึ่งการนอนหลับสนิทแบบนี้นอนเพียง 5 ช.ม. ก็เพียงพอแล้ว

นอกจากนี้มีงานวิจัยใหม่ๆ ออกมาพบว่า คนนอน 5 ช.ม. มีอุบัติการโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันน้อยกว่าพวกนอน 7-8 ช.ม. อีกด้วย ว่าแล้วเรามาออกกำลังกายก่อนนอนกันดีกว่าค่ะ
ท่าที่ 1
นอนยกขาขึ้นตั้งฉากกับพื้น ขยับตัวให้ขาและสะโพกแนบชิดกับผนัง หงายฝ่ามือขึ้น อยู่ในท่านี้จนรู้สึกว่าขาและแผ่นหลังเริ่มตึง

ท่าที่ 2
นั่งขัดสมาธิบนที่นอน วางมือขวาไว้บนหัวเข่าซ้าย หันหน้าและบิดลำตัวไปพร้อมๆ กับวาดมือซ้ายไปท้าวไว้ด้านหลังสะโพก แขนเหยียดตรง ทอดสายตามองข้ามหัวไหล่ หายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออก ทำสลับอีกข้าง

ท่าที่ 3
เริ่มต้นจาก นอนหงาย กางขาออกช่วงห่างประมาณความกว้างของไหล่ กางแขนออกจากลำตัวเล็กน้อย หงายฝ่ามือขึ้น ปล่อยตัวตามสบาย จากนั้นงอเข่าเข้ามาเล็กน้อยจนฝ่าเท้าประกบกันได้ หากรู้สึกเมื่อยขาให้นำหมอนมารองใต้เข่าทั้งสองข้าง

ท่าที่ 4
นั่งบนฝ่าเท้า ยกแขนขึ้นเหนือศีรษะ ค่อยๆ โน้มตัวลงจนหน้าผากจรดที่นอน ให้หน้าอกชิดกับหัวเข่ามากที่สุด แขนทั้งสองเหยียดตรง หายใจเข้าและออกช้าๆ

ท่าที่ 5
นอนหงาย ปลายเท้าชิด งอเข่าทั้งสองข้างขึ้นให้ปลายเท้าไขว้เข้าหากัน เอามือกอดเข่าดึงให้เข้ามาชิดหน้าอกมากที่สุด พยายามเกร็งตัวขึ้น แล้วโยกตัวไปมาเพื่อนวดกระดูกสันหลัง ทำต่อเนื่องจนครบนาที จากนั้นนอนลงแล้วค่อยๆ กางแขนขาออก นอนหงายผ่อนลมหายใจจนกระทั่งหลับไป


ท่าบริหารร่างกายง่ายๆ 5 ท่านี้จะช่วยให้จิตใจคุณสงบ ไม่คิดฟุ้งซ่าน ทำให้หลับสบาย และที่สำคัญสามารถทำบนเตียงได้เลยนะคะ เมื่อทำเสร็จก็หลับปุ๋ยได้เลย ทั้งง่ายและสะดวกค่า
ขอขอบคุณsanook.com
เอาไปทำกันดูนะครับคุณผู้หญิง
สุดท้ายผมขอฝากเรื่องข้อต่อและกระดูกไว้ด้วยครับ
เพราะปัจจุบันนี้โรคเกี่ยวกับข้อต่อและกระดูก
เป็นภัยเงียบที่น่ากลัวผมไม่อยากเห็นเพื่อนๆ
หรือคนที่เพื่อนๆรักป่วยเป็นโรคเหล่านี้
เพราะมันอาจจะรุนแรงถึงขั้นเดินไม่ได้เลยนะครับ
ยังไงผมก็ฝากเรื่องนี้ไว้ด้วย
ด้วยความห่วงใยจากผม
แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้านะครับ
สวัสดีครับ
สนใจแนวทางป้องกัน ดูแลสุขภาพของข้อเข่าและข้อต่อต่างๆในร่างกาย อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
บทความอ่านเล่นที่จะเปิดวิสัยทัศน์ของคุณให้กว้างไกล

ไฟเบอร์ กับการ ลดน้ำหนัก

เส้นใยอาหาร (Fiber) คืออะไร
เส้นใยอาหาร คือส่วนของโครงสร้างของพืช เช่น กิ่ง ก้าน เมล็ด เป็นส่วนที่ร่างกายไม่สามารถย่อยสลายได้มีอีกชื่อหนึ่งว่าเซลลูโลส ซึ่งมี 2 ชนิดคือ ไฟเบอร์ ชนิดที่ละลายน้ำได้ และ ไฟเบอร์ ชนิดที่ไม่ละลายน้ำ ไฟ เบอร์ เป็นสารอาหารที่ไม่ให้พลังงานใดๆ ถึงแม้ว่าโครงสร้างจะเป็นน้ำตาลชนิดหนึ่งก็ตาม เมื่อเรารับประทาน ไฟเบอร์ ซึ่งเป็นสารที่ไม่ให้พลังงานเข้าไปในร่างกาย มันจะเข้าไปแย่งพื้นที่ในระบบทางเดินอาหาร ส่งผลให้เรารู้สึกอิ่มได้เร็วและอิ่มได้นาน ช่วยลดความอยากอาหารลงไป เราสามารถลดพลังงานที่จะได้รับจากอาหารได้จึงส่งผลให้ลดน้ำหนักได้
แหล่งอาหารที่จะได้รับไฟเบอร์
เราสามารถได้จากพวกธัญพืช เช่น ข้าวซ้อมมือ ลูกเดือย ข้าวโอ๊ต ผลไม้ทั้งผล (ไม่ใช่น้ำผลไม้) ผลส้มแขก เมล็ดแมงลัก
ไฟเบอร์กับการลดความอ้วน
1. ไฟเบอร์ ช่วยให้อาหารเดินทางเร็วขึ้นและมีเวลาอยู่ในระบบทางเดินอาหารสั้นลง จึงช่วยลดการดูดซึม
2. ไฟเบอร์ ไปแย่งพื้นที่ในระบบทางเดินอาหาร ทำให้ลดความอยากอาหารและรับประทานอาหารได้น้อยลง หากใช้ร่วมกับการควบคุมชนิดและปริมาณอาหาร และออกกำลังกายร่วมด้วยจะยิ่งให้ผลดีในการ ลดน้ำหนัก
3. จากหลาย ๆ การทดลองพบว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มี ไฟเบอร์ อย่างน้อย 2 กรัมขึ้นไปช่วยให้ น้ำหนักลดลงได้
หากไม่แน่ใจว่าจะสามารถรับประทาน ไฟเบอร์ ได้อย่างเพียงพอ ก็ควรจะรับประทานในรูปของ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และในการรับประทาน ไฟเบอร์ ก็ควรที่จะรับประทานน้ำให้มากอย่างเพียงพอในแต่ละวันด้วย แต่ต้องจำไว้อย่างหนึ่งว่า ไฟเบอร์ ไม่ใช่ยาระบาย ที่จะช่วยระบายของเสีย ดังนั้นหากท่านต้องการระบายโดยไม่ได้ต้องการคุณประโยชน์อื่นๆ ของ ไฟเบอร์ ก็น่าจะใช้ยาระบายน่าจะเหมาะสมกว่า
ประโยชน์อื่นๆ ของไฟเบอร์ ผลต่อ คลอเลสเทอรอล และ โรคหัวใจ
จากหลายๆการศึกษาวิจัยพบว่า ไฟเบอร์ ชนิดที่ละลายน้ำได้เท่านั้นที่สามารถช่วยลดปริมาณ คลอเลสเทอรอล ได้ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะรับประทานแทนยารักษาได้ และยังไม่ทราบถึงสาเหตุที่แน่ชัดเช่นกัน อย่างไรก็ตามไฟเบอร์ที่ไม่ละลายน้ำจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิด โรคหัวใจ
ผลต่อโรค เบาหวาน
นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยพบอีกว่า ไฟเบอร์ ชนิดที่ละลายน้ำได้จะช่วยในด้านการลดระดับน้ำตาลในเลือด จนสามารถช่วยลดการใช้ปริมาณอินซูลินในการรักษาระดับน้ำตาลในเลือด และยังค้นพบอีกว่าคนที่รับประทาน ไฟเบอร์มากๆ จะช่วยลดโอกาสการเป็น เบาหวาน
ผลต่ออาการท้องผูก-มะเร็งลำไส้
การรับประทาน ไฟเบอร์ ชนิดที่ไม่ละลายน้ำ ช่วยให้การเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหารดีขึ้น ส่งผลให้ร่างกายมีการขับถ่ายดีขึ้น ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก อีกทั้งยังช่วยลดการเก็บกักของเสียในร่างกาย ลดการหมักหมมของเสียในลำไส้ ลดโอกาสการดูดซับสารพิษจากของเสียเข้าสู่ร่างกาย และที่สำคัญมันช่วยลดโอกาสในการเกิดโรค มะเร็งลำไส้ใหญ่ ด้วยเช่นกัน
ข้อควรระวัง ... ในรายที่เป็นโรคขาดสารอาหารหรือวิตามิน หรืออยู่ในระหว่างรับประทานยาบางชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทาน


ขอบคุณข้อมูลจาก healthdd.com 
ขอบคุณภาพประกอบจาก Photos.com
ก็ลองกันดูนะครับเพื่อนๆ
อยากเห็นเพื่อนๆมีสุขภาพดี
สุดท้ายผมขอฝากเรื่องข้อต่อและกระดูกไว้ด้วยครับ
เพราะปัจจุบันนี้โรคเกี่ยวกับข้อต่อและกระดูก
เป็นภัยเงียบที่น่ากลัวผมไม่อยากเห็นเพื่อนๆ
หรือคนที่เพื่อนๆรักป่วยเป็นโรคเหล่านี้
เพราะมันอาจจะรุนแรงถึงขั้นเดินไม่ได้เลยนะครับ
ยังไงผมก็ฝากเรื่องนี้ไว้ด้วย
ด้วยความห่วงใยจากผม
แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้านะครับ
สวัสดีครับ
สนใจแนวทางป้องกัน ดูแลสุขภาพของข้อเข่าและข้อต่อต่างๆในร่างกาย อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
บทความอ่านเล่นที่จะเปิดวิสัยทัศน์ของคุณให้กว้างไกล